บทที่ 7 บีบบังคับ(1)
“มึงจะทำแบบนี้จริง ๆ เหรอวะ ดูท่าแล้วเขาก็น่าสงสารออก”
‘มาวิน’ เพื่อนของอคิระเอ่ยขึ้นขณะยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม หลังจากที่เพื่อนรักนัดให้ออกมาหา เขาพอจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับอุบัติเหตุนี้มาบ้าง แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการแก้แค้น เพราะมันจะเป็นบ่วงกรรมผูกพันไม่จบไม่สิ้น
อคิระกระแทกแก้วเหล้าลงบนโต๊ะเสียงดัง ดวงตาคมกริบตวัดมองเพื่อนรักด้วยสายตาแข็งกร้าว
“สงสารงั้นเหรอวะ? คำว่าสงสารผู้หญิงสองคนนั้นมันไม่สมควรได้รับเสียด้วยซ้ำ!”
“ไอ้คิน มึงใจเย็นก่อน กูแค่...”
“จะให้กูเย็นยังไงไหววะ มึงรู้ไหมว่าพวกมันทำลายชีวิตกูไปกี่
ครั้งแล้ว คนหนึ่งก็มักมาก หน้าด้านไร้ยางอายจนยอมเป็นเมียน้อยคนอื่น หน้าไหว้หลังหลอกจนแม่กูต้องตรอมใจและฆ่าตัวตาย ส่วนอีกคนก็ไร้จิตสำนึก รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองกินเหล้า เมาจนไร้สติ ก็ยังจะขับรถจนเกิดอุบัติเหตุชนแฟนกูตาย แล้วมึงจะให้กูสงสารพวกนั้นอีกเหรอวะ ไอ้วิน!”
“แต่กูว่าผู้หญิงคนนั้น คุณทอฝันน่ะ เขาดูเสียใจจริง ๆ นะเว้ย ตอนงานศพกูก็เห็นว่าเขาร้องไห้แทบขาดใจ แถมยังเอาเงินมาเยียวยาพ่อแม่คุณตรีอีก มึงไม่คิดบ้างเหรอว่าเขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ มันคืออุบัติเหตุนะเว้ย” มาวินพยายามพูดชี้ให้เห็นอีกมุม
“มารยา! มันก็แค่การแสดงตบตาคนอื่นให้ตัวเองดูน่าสงาสรเท่านั้นแหละ มึงอย่ามาโลกสวยไอ้วิน แล้วเงินหนึ่งล้านนั่นน่ะ มึงคิดว่าพนักงานกินเงินเดือนต๊อกต๋อยจะหามาได้เองเหรอ มันก็เงินพ่อกู ที่โสภาพรรณมันสูบเลือดสูบเนื้อจากพ่อกูไป แล้วเอามาให้ลูกสาวมันฟาดหัวเพื่อชดใช้ความผิดต่างหาก แล้วทรามทั้งแม่ทั้งลูก”
มาวินถอนหายใจยาวเมื่อเห็นว่าความแค้นบดบังดวงตาของเพื่อนจนมืดบอดไปหมดแล้ว เขารู้สึกเห็นใจเพื่อนที่ต้องสูญเสียคนที่รักไปอย่างกะทันหัน แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่อยากเห็นเพื่อนต้องเดินในทางที่ผิด
มือหนาของมาวินเอื้อมไปตบไหล่อคิระเบา ๆ สองสามทีเพื่อเรียกสติเพื่อน
“กูเข้าใจว่ามึงเจ็บ กูเห็นใจมึงนะเว้ยไอ้คิน กูรู้ว่ามึงเสียใจเรื่องคุณตรีมากแค่ไหน แต่กูขอเตือนสติมึงหน่อยเถอะว่ะ ในฐานะเพื่อนที่คบกันมานาน การแก้แค้นของมึงเนี่ย มึงจะโกรธ จะเกลียด จะด่าเขายังไงกูไม่สนใจหรอก แต่ก็อย่าทำอะไรที่มันเกินขอบเขตจนกลายเป็นทำผิดกฎหมายเสียเองล่ะ เราอยู่ภายใต้กฎหมายนะเว้ย ไม่ใช่ศาลเตี้ย ถ้ามึงทำอะไรวู่วามลงไป คนที่จะซวยและหมดอนาคตก็คือตัวมึงเองนะเว้ย”
อคิระไม่ได้ตอบรับกับคำเตือนสติของเพื่อน ชายหนุ่มปัดมือมาวินออกจากไหล่เบา ๆ ก่อนจะรินเหล้าเพียว ๆ ลงแก้วแล้วกระดกดื่มรวดเดียว
จนหมด
วิธีจัดการสองแม่ลูกให้ตายทั้งเป็นมีไม่กี่อย่างหรอก โดยเฉพาะผู้หญิงอย่างโสภาพรรณที่โลภมาก เห็นเงินสำคัญยิ่งกว่าชีวิตคน เพราะอย่างนั้นแล้วเขาจึงเลือกที่จะก้าวเท้ากลับมาบ้านหลังนี้
เมื่อเดินเข้ามาถึงห้องนั่งเล่นชั้นล่าง เขาก็พบผู้เป็นพ่อนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนโซฟา อัศวิทย์ละสายตาจากหน้ากระดาษ ขยับแว่นสายตาเล็กน้อย และรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่เห็นลูกชายคนเดียวกลับมาเหยียบบ้านหลังนี้ได้ เพราะตั้งแต่อคิระย้ายออกไปอยู่คอนโดฯ ก็แทบจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่เลยหากไม่มีเรื่องจำเป็น
“ลมอะไรหอบแกให้กลับมาบ้านหลังนี้ได้ฮะ เจ้าคิน” อัศวิทย์ทักทายลูกชายด้วยน้ำเสียงกึ่งประชดประชัน
“ลมเกลียดมั้งครับ...” อคิระตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ คล้ายจะกวนประสาทคนเป็นพ่อ
“ปากดีไม่เปลี่ยน! มีเรื่องอะไรถึงได้โผล่หน้ามา จะมาปรึกษาเรื่องคดีของหนูตรีหรือไง”
“เปล่าครับ วันนี้ผมไม่ได้มาหาพ่อ เมียพ่ออยู่ที่ไหนล่ะครับ”
ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบ ๆ บ้าน อัศวิทย์ได้ยินคำถามนั้นก็ถึงกับพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย วางหนังสือพิมพ์ลงบนโต๊ะกระจก
“ถ้าแกจะมาหาเรื่องโสภาพรรณอีกล่ะก็ พ่อว่าแกรีบกลับไปดีกว่านะคิน พ่อไม่อยากมานั่งปวดหัวกับเรื่องไร้สาระของแก ไม่รู้จะพาลเกลียดน้าเขาไปถึงไหน”
“พาลเหรอครับ?” อคิระทวนคำ ชายหนุ่มเหยียดยิ้มมุมปาก มันเป็นรอยยิ้มที่ส่งไปไม่ถึงดวงตาเลยนักนิด
“พ่อคิดว่าผมว่างขนาดขับรถมาเพื่อด่าเมียพ่อเล่น ๆ งั้นเหรอครับพ่อสบายใจได้เลย ผมไม่ได้มาหาเรื่อง ผมมีธุระจะคุยกับเมียพ่อจริง ๆ”
“ธุระอะไรของแก ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นอยากจะเสวนาด้วย”
ยังไม่ทันจะได้ตอบคำถามของพ่อ โสภาพรรณก็เดินกรีดกรายลงมาจากชั้นบนของบ้าน เธอชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่กลางห้องนั่งเล่น ก่อนจะปั้นหน้ายิ้มหวานเดินเข้ามาหา
“อ้าว ... คุณคิน มาหาคุณพี่เหรอคะ วันนี้ลมอะไรหอบมาถึงนี่ได้คะเนี่ย ทานอะไรมาหรือยัง น้าจะได้ให้เด็กไปตั้งโต๊ะให้”
อคิระหันไปหาหญิงวัยกลางคนตรงหน้า สายตาของเขาจ้องมองราวกับจะสแกนทะลุเข้าไปถึงสันดานดิบข้างใน
“ไม่ต้องหรอกครับ ผมไม่ได้มาหาพ่อ แล้วก็ไม่ได้มากินข้าว ผมมาหาคุณนั่นแหละ...” อคิระก้าวเท้าเข้าไปใกล้โสภาพรรณอีกก้าว
“มาหาฉันเหรอคะ? มีธุระอะไรจะคุยกับฉันเหรอคะ” โสภาพรรณชี้นิ้วเข้าหาตัวเองด้วยความแปลกใจ
“มีเรื่องสำคัญจะคุยด้วยครับ... ขอคุยกันแค่สองคน”
“คุยตรงนี้แหละคิน มีความลับอะไรหนักหนาถึงต้องไปคุยกันสองคนฮะ” อัศวิทย์แย้งขึ้นมา
“ไม่ได้หรอกครับพ่อ... เรื่องนี้มันสำคัญมากจริง ๆ”
อคิระละสายตาจากพ่อ หันมาจ้องหน้าโสภาพรรณเขม็ง ริมฝีปากหยักขยับพูดช้า ๆ ชัด ๆ ทุกถ้อยคำ
“มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอุบัติเหตุของแฟนผม... และคู่กรณี”
เขาเน้นคำว่า ‘คู่กรณี’ อย่างชัดเจน โสภาพรรณได้ยินแบบนั้น ก็เก็บสีหน้าหวาดหวั่นเอาไว้ไม่มิด ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีสดเม้มเข้าหากันแน่น ความกลัวเริ่มเกาะกินในใจว่าอคิระอาจจะรู้ความลับเรื่องที่คู่กรณีคนนั้นคือ ‘ลูกสาว’ ของเธอ
“ออ... เอ้อ ... เรื่องคดีความนี่เองเหรอคะ งั้นเชิญคุณคินไปคุยที่ศาลาที่สนามหญ้าหน้าบ้านดีกว่าค่ะ ตรงนี้เดี๋ยวจะรบกวนคุณพี่ทำงานเปล่า ๆ เชิญค่ะ”
โสภาพรรณพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด แม้ว่ามือจะเริ่มสั่น โสภาพรรณรีบเดินนำออกไปทางประตูหน้าบ้านอย่างรวดเร็วเพื่อหนีให้พ้นจากสายตาของสามี
อัศวิทย์ได้แต่ขมวดคิ้วสงสัยและมองตามแผ่นหลังของลูกชายและภรรยาที่เดินออกไปที่สวนหน้าบ้าน
“แปลกจริง ๆ เรื่องคดีรถชนของหนูตรี แทนที่จะไปปรึกษาตำรวจหรือทนายความ จะเอามาคุยกับเมียเราทำไมวะ โสภาพรรณจะไปรู้เรื่องกฎหมายอะไรด้วย”
อัศวิทย์บ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความไม่เข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้น ชายวัยกลางคนก็เลือกที่จะปัดความสงสัยทิ้งไปและไม่ใส่ใจอะไรมากนัก เขาไม่อยากเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับการปะทะอารมณ์ของลูกชายกับภรรยาใหม่ จึงหมุนตัวเดินเข้าห้องทำงานเพื่อไปจัดการเอกสารและบัญชีของบริษัทที่ค้างเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวาน ปล่อยให้ทั้งสองคนไปเคลียร์ปัญหากันเอาเอง...
